พบปะพูดคุยกันครับ

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

"คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาชุดใหม่" ประกอบด้วย
1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน
2.ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธาน
3.กรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 8 คน ได้แก่
-ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
-ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
-เลขาธิการ ก.พ.
-เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
-เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
-เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
-เลขาธิการคุรุสภา
-เลขาธิการ ก.ค.ศ.
4.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ได้แก่
-นายกิตติรัตน์ มัลคละคีรี
-นางเบญจวรรณ สร่างนิทร
-ศ.กิตติคุณ วิษณุ เครืองาม
-นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์
ภาครัฐ
-นายกิจสุวัฒน์ หงส์เจริญ
-นายสุชาติ วงศ์สุวรรณ
-นายมนัส แจ่มเวหา
-นายพันธุ์ศักดิ์ โรจนากาศ
-นายอาวุธ วรรณวงศ์
5.กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ใน ก.ค.ศ. จำนวน 12 คน ได้แก่
-นายบุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้แทน ผอ.สพท.ประถมศึกษา
-นายอานนท์ สุขภาคกิจ ผู้แทน ผอ.สพท.มัธยมศึกษา
-นายบุญฤทธิ์ ไชยบุตร ผู้แทน ผอ.สถานศึกษา ประถมศึกษา
-นายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ ผู้แทน ผอ.สถานศึกษา มัธยมศึกษา
-นายกิตติศักดิ์ บุญดาว ผู้แทนครู ประถมศึกษา
-นางสุนทรีย์ ทองอินทร์ ผู้แทนครู ประถมศึกษา
-นายออน กาจกระโทก ผู้แทนครู ประถมศึกษา
-นายสงกรานต์ จันทร์น้อย ผู้แทนครู มัธยมศึกษา
-นายพรรษา ฉายกล้า ผู้แทนครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
-นายจิรพจน์ จึงบรรเจิดศักดิ์ ผู้แทนครูสังกัดอื่น (สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม)
-นายชาญ คำภิระแปง ผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น สายประถมศึกษา
-นายสุทธิพร ไชยพิเดช ผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น สายมัธยมศึกษา
คณะกรรมการทั้ง 31 คนนี้ ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่แล้ว และจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปนับจากนี้ 4 ปี

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

การรวมกลุ่มสินค้าและบริการ 11 สาขานำร่อง ในประเทศอาเซียน
การรวมกลุ่มสินค้าและบริการ 11 สาขานำร่อง ถือว่าเป็นการเปิดเสรีด้านการค้าและบริการ เพื่อส่งเสริมการแบ่งงานกันผลิตสินค้าและบริการภายในอาเซียนด้วยกัน โดยจะเน้นใช้วัตถุดิบภายในอาเซียนเป็นหลัก ตามความถนัด เนื่องจากแต่ละประเทศมีวัตถุดิบที่ไม่เหมือนกัน ถ้าจะให้ผลิตทุกอย่าง จะเป็นการเพิ่มต้นทุนสินค้าแบบเสียเปล่า
สำหรับ 11 สาขานำร่องมีดังนี้
1. สาขาผลิตภัณฑ์เกษตร
2. สาขาประมง
3. สาขาผลิตภัณฑ์ยาง
4. สาขาสิ่งทอ
5. สาขายานยนต์
6. สาขาผลิตภัณฑ์ไม้
7. สาขาอิเล็กทรอนิกส์
8. สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ
9. สาขาสุขภาพ
10. สาขาท่องเที่ยว
11. สาขาการบิน
อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้เพิ่มสาขาที่ 12 ได้แก่ สาขาโลจิสติกส์ เพื่อทำให้การขนส่งวัตถุดิบต่าง ๆ ทำได้สะดวกมากขึ้น
เมื่อแบ่งทั้ง 12 สาขา ตามประเทศที่รับผิดชอบ สามารถแบ่งได้ ดังนี้
1. พม่า สาขาผลิตภัณฑ์เกษตร และสาขาประมง
2. มาเลเซีย สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ
3. อินโดนีเซีย สาขายานยนต์ และสาขาผลิตภัณฑ์ไม้
4. ฟิลิปปินส์ สาขาอิเล็กทรอนิกส์
5. สิงคโปร์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาสุขภาพ
6. ไทย สาขาการท่องเที่ยวและสาขาการบิน
7. เวียดนาม สาขาโลจิสติกส์





วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556


การได้รับเงินเดือนตามกฎ ก.ค.ศ.ฯ
ตามที่ได้มีการประกาศ กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2555 นั้น เพื่อให้การดำเนินการตาม กฎ ก.ค.ศ. ฉบับดังกล่าว เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกัน ก.ค.ศ. จึงกำหนดวิธีการในการดำเนินการเพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและถือปฏิบัติ โดยได้แจ้งไปยังส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.7/ว3 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2556 โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้


1.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำของตำแหน่งและวิทยฐานะนั้นอยู่แล้ว/ถูกลดขั้นเงินเดือนหรือลดเงินเดือน/ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรการศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่ ก.ค.ศ.รับรองเพิ่มขึ้น หรือสูงขึ้น ให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป

2.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย หากได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับอยู่ก่อนวันที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ให้สั่งให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของอันดับครูผู้ช่วย โดยให้ไปอาศัยเบิกในอันดับ คศ.1 โดยให้ได้รับเงินเดือนในขั้นที่มีเงินเดือนเท่าเดิม ถ้าไม่มีขั้นที่มีเงินเดือนเท่าเดิม ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นที่มีเงินเดือนใกล้เคียงที่สูงกว่า ไม่ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2556 แล้วจึงพิจารณาเลื่อนเงินเดือน
ตัวอย่าง นาย ก. รับเงินเดือนในอันดับครูผู้ช่วย ในอัตรา 17,960 บาท ซึ่งเป็นขั้นสูงของอันดับครูผู้ช่วย ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2556 ให้สั่งให้ นาย ก. ไปอาศัยรับเงินเดือนในอันดับ คศ.1 ขั้น 17,910 บาท ซึ่งเป็นอัตราเงินเดือนขั้นใกล้เคียงที่สูงกว่า ในวันที่ 1 เมษายน 2556 ก่อน แล้วจึงพิจารณาเลื่อนเงินเดือนต่อไป

3.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับเงินเดือนของตำแหน่งและวิทยฐานะในอันดับ คศ.2 คศ.3 หรือ คศ.4 อยู่ก่อนวันที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน ให้สั่งให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของอันดับเงินเดือนเดิม และให้ไปอาศัยรับเงินเดือนในอันดับถัดไป ได้อีกหนึ่งอันดับเท่านั้น โดยให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือนในอันดับที่สูงขึ้นในขั้นที่มีเงินเดือนเท่าเดิม หรือในกรณีที่ไม่มีขั้นที่มีเงินเดือนเท่าเดิม ก็ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นที่มีเงินเดือนใกล้เคียงที่สูงกว่า สำหรับผู้ได้รับเงินเดือนเต็มขั้นในอันดับ คศ.2 มีผลใช้บังคับไม่ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2556 และผู้รับเงินเดือนเต็มขั้นในอันดับ คศ.3 หรือ คศ.4 มีผลใช้บังคับไม่ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2554
ตัวอย่าง นาย ข. รับเงินเดือนอันดับ คศ.2 อัตราเงินเดือน 37,830 บาท ซึ่งเป็นขั้นสูงของอันดับ คศ.2 อยู่ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2556 ให้สั่งให้นาย ข. ไปอาศัยรับเงินเดือนในอันดับ คศ.3 ขั้น 37,900 บาท ซึ่งเป็นอัตราเงินเดือนขั้นใกล้เคียงที่สูงกว่า (เนื่องจากอัตราเงินเดือน 37,830 บาท ไม่มีกำหนดในอันดับ คศ.3) ในวันที่ 1 เมษายน 2556 ก่อน แล้วจึงพิจารณาเลื่อนเงินเดือนต่อไป
สำหรับการให้ได้รับเงินเดือน ในกรณีอื่นๆ ที่กำหนดให้ได้รับเงินเดือนตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อเสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป
ขอขอบคุณ : วัชรี เกิดพิพัฒน์
ผอ.ภารกิจเสริมสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ
การบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีมีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา
ในช่วงนี้มีข่าวคราวเรื่องการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ในกรณีพบการทุจริตในการสอบ ซึ่งก็ถือว่าเป็นข่าวที่สะเทือนถึงความเป็นวิชาชีพชั้นสูงไม่น้อยเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ในทุกที่ทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดี และคนไม่ดี ก็ต้องแยกแยะกันเป็นเรื่องๆ ไป ในวันนี้จึงหยิบยกกรณีการบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยมาเป็นความรู้กันอีกกรณีหนึ่ง นั่นคือได้ผ่านการสอบคัดเลือกมาแล้ว เมื่อได้รับการบรรจุเข้ารับราชการกลับพบว่า มีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา

โดยเรื่องมีอยู่ว่า นายแสน (นามสมมุติ) ซึ่งได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย พบว่ามีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา โดยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหามียาบ้าไว้ในความครอบครอง จำนวน 5 เม็ด และศาลจังหวัดได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน กำหนด 1 ปี ปัจจุบันคดีถึงที่สุดแล้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเห็นว่า นายแสนยังไม่เคยต้องรับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก จึงยังไม่ขาดคุณสมบัติสำหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา มาตรา 30(10) แต่มีปัญหาว่าจะขาดคุณสมบัติ ในกรณีไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีสำหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 30(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 หรือไม่ จึงได้ขอหารือมายังสำนักงาน ก.ค.ศ.
เรื่องดังกล่าว ก.ค.ศ. โดย อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลมีคำพิพากษาว่า นายแสนมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และลงโทษตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ถือได้ว่า ศาลได้วินิจฉัยว่า นายแสนเป็นเพียงผู้เสพเท่านั้น มิใช่เป็นผู้จำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เนื่องจากกรณีที่จะถือว่าเป็นผู้จำหน่ายนั้น จะต้องมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป แต่ในกรณีนายแสนมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครอง จำนวน 5 เม็ด ศาลได้พิเคราะห์แล้วว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม เมื่อนายแสนเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 แจ้งตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/ ว 208 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2546 ให้ถือว่าไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี ประกอบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 รวมทั้งใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาล ซึ่งได้ออกให้นายแสนที่ได้เคยไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าไม่พบสารเสพติด มีสุขภาพแข็งแรงดี อันเป็นการแสดงว่าได้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพจนร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว นายแสนจึงไม่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 30(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
ที่หยิบยกมานี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า สังคมได้ให้โอกาสกับผู้เคยกระทำผิด แต่หากไม่กระทำผิดเลยจะดีกว่า เพราะหากเราต้องเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ก็ต้องเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดี จะได้ปฏิบัติงานด้วยความสุข มีความเจริญในหน้าที่การงานสืบไป
เขียนโดย สามารถ ข่าวดี
ผอ.ภารกิจกฎหมาย อุทธรณ์และร้องทุกข์ สำนักงาน ก.ค.ศ.

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

 สถานี ก.ค.ศ.: เรื่องเกี่ยวกับการพัสดุ (การสอบราคา)
โดย...ประสาน ยินดี ผู้อำนวยการภารกิจเสริมสร้างและมาตรฐานวินัย
สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้รับรายงานการดำเนินการทางวินัยจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาต่างๆ ว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ยังขาดองค์ความรู้ในเรื่องระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากข้าราชการครูซึ่งมีหน้าที่สอนหนังสือ แต่ในขณะเดียวกัน ภารกิจภายในโรงเรียนมิใช่จะมีเฉพาะการเรียน การสอน เพียงอย่างเดียว หากต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องพัสดุอีกด้วย ดังนั้น เมื่อข้าราชการครูขาดองค์ความรู้ในเรื่องระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 การดำเนินการในเรื่องเกี่ยวกับพัสดุจึงได้กระทำไปโดยไม่ได้เข้าใจในระเบียบ โดยที่ข้าราชการครูดังกล่าวไม่ทราบว่ากระทำไปตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งถูกต้องตามระเบียบพัสดุหรือไม่ ซึ่งหาเป็นความผิดของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยตรงไม่ เพียงแต่ขาดการอบรม โดยไม่ทราบว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 เป็นระเบียบที่มีการกำหนดโทษไว้ ซึ่งต่างจากระเบียบอื่น โดยกำหนดโทษไว้ในข้อ 10 ซึ่งแม้การ กระทำดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ทางราชการเสียหาย ก็ยังให้ลงโทษภาคทัณฑ์หรือว่ากล่าวตักเตือน โดยทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร
ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ต้องถูกดำเนินการทางวินัยโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สำนักงาน ก.ค.ศ.ใคร่หยิบยกในเรื่องที่พบบ่อยคือเรื่องการสอบราคา ซึ่งการสอบราคาจะกระทำได้ในการซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ซึ่งกำหนดอยู่ในข้อ 20 ซึ่งข้าราชการครูบุคคลใดได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบราคาจะต้องดำเนินตามระเบียบพัสดุดังนี้
ในเรื่องการประกาศสอบราคา
1.ให้ปิดประกาศการสอบราคาอย่าง 10 วัน (การสอบราคาในประเทศ) และให้เจ้าหน้าที่พัสดุส่งประกาศเผยแพร่การสอบราคาและเอกสารสอบราคาไปยังผู้มีอาชีพขายหรือรับจ้างทำงานนั้นโดยตรง หรือโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กับให้ปิดประกาศเผยแพร่การสอบราคาไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการของส่วนราชการนั้น
2.ในการยื่นซองสอบราคา ผู้เสนอราคาจะต้องผนึกซองจ่าหน้าถึงประธานคณะกรรมการ เปิดซองสอบราคาการซื้อหรือการจ้างครั้งนั้น และส่งถึงส่วนราชการผู้ดำเนินการสอบราคาก่อนวันเปิดซองสอบราคา โดยยื่นโดยตรงต่อส่วนราชการ หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ในกรณีที่ส่วนราชการกำหนดให้กระทำได้
3.ให้เจ้าหน้าที่ลงรับโดยไม่เปิดซองพร้อมระบุวันและเวลาที่รับซอง ในกรณีที่ผู้เสนอราคามายื่นซองโดยตรงให้ออกใบรับให้แก่ผู้ยื่นซอง สำหรับกรณีที่เป็นการยื่นซองทางไปรษณีย์ ให้ถือวันและเวลาที่ส่วนราชการนั้นลงรับจากไปรษณีย์เป็นเวลารับซอง และให้ส่งมอบซองให้แก่หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุทันที
4.ให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุเก็บรักษาซองเสนอราคาทุกรายโดยไม่เปิดซองและเมื่อถึงกำหนดเวลาเปิดซองสอบราคาแล้ว ให้ส่งมอบซองเสนอราคาพร้อมทั้งรายงานผลการรับซองต่อคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาเพื่อดำเนินการต่อไป
ส่วนในเรื่องหน้าที่ของคณะกรรมการสอบราคาจะต้องดำเนินการอย่างไรในวันเปิดซองสอบราคาโปรดติดตามฉบับหน้า
ขอขอบคุณข้อมูลจากคอลัมม์:สถานี ก.ค.ศ. (ที่มาจากหนังสือพิมพ์มติชน)



วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554

แนวข้อสอบวิชาความรอบรู้ทั่วไป ตอนที่ 4

สวัสดีครับ พบกันในเช้าวันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2554  วันนี้มีแนวข้อสอบมาฝากเกี่ยวกับความรู้ทั่วๆ ไปนะครับ ลองทำดูนะครับ
1. สัดส่วนของนักวิจัยของนักวิจัยต่อจำนวนประชาการ 10,000 คน ของกระทรวงศึกษาธิการ คือ 10:10,000  แต่ขณะที่ปัจจุบัน อยู่ที่สัดส่วน เท่าใด
ก.6:10,000  ข.15:10,000  ค.20:10,000   ง.25:10,000
2. สัดส่วนของนักวิจัยของนักวิจัยต่อจำนวนประชาการ 10,000 คน ของกระทรวงศึกษาธิการ คือ 10:10,000  สัดส่วนที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคือเท่าใด

ก.10:10,000 ข.15:10,000 ค.20:10,000 ง.25:10,000
3. กีฬาโอลิมปิค ปี 2012 จัดที่ประเทศใด
ก.อังกฤษ ข. แอฟริกาใต้ ค.สหรัฐอเมริกา ง.สเปน
4. เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการคนปัจจุบันคือใคร
ก. นายองค์กร อมรสิรินันท์  ข.นายชินภัทร ภูมิรัตน์  ค.นางโสภาวดี เลิศมนัสชัย  ง. นายดิเรก พรสีมา
5. อำเภอที่ได้การจัดตั้งใหม่ล่าสุด (ธันวาคม 2552) มีชื่อว่าอย่างไร
ก.อำเภอศรีนครินทราบรมราชนนี  ข. อำเภอกัลยาณิวัฒนา  ค.อำเภอสิรินธร 2 ง. อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 84พรรษา
6.เลขาธิการคณะรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือใคร
ก.นายอำพน  กิตติอำพน  ข.นายกอรปศักดิ์  สภาวสุ  ค.นางพรรณศิริ กุลนารถศิริ
ง.นายปณิธาน  วัฒนายากร
7.โครงการส้วมสุขสันต์ เป็นโครงการหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำขึ้นมาเพื่อให้สถานศึกษาได้มีห้องน้ำ ห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะและได้เกณฑ์มาตรฐาน ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์มาตรฐานส้วมสุขสันต์
ก. สะอาด ข.สุขลักษณะ  ค.ปลอดภัย ง.เพียงพอ
8. การปฏิรูปการศึกษารอบที่ 2 ของกระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ. 2552-2561 ) ได้กำหนดสัดส่วนของผู้เรียนสายสามัญต่อสายอาชีพเป็นเท่าใด
ก. 60 : 40 ข. 40 : 60  ค. 50 : 50 ง. 30 : 70
9. การที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ระงับโครงการ 65 โครงการที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง
ที่ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนและท้องถิ่น การวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตราใดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
ก.มาตรา 76 ข.มาตรา 67  ค.มาตรา 75 ง.มาตรา 57
10. ใครคือประธานอาเซียนคนปัจจุบัน
ก.ดร.ศุภชัย  พานิชภักดิ์  ข.ดร.สุรินทร์  พิศสุวรรณ ค.มาตี้ร์ นาตาเลกาวา   ง. บังบัง ยุทโธโน่
เฉลยมีดังนี้ครับ 1.ก  2.ข   3.ก 4.ค  5.ข  6.ก  7.ก  8.ข  9.ข  10.ค  เกณฑ์การผ่าน 8 ข้อครับ  พบกันใหม่อีกครั้งครับ 

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

สวัสดีครับทุก ๆ ท่าน วันนี้  Joytutor  มีแนวข้อสอบที่ให้เราลองมาทบทวนความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจจะออกในข้อสอบทั้งครูผู้ช่วยและผู้บริหารสถานศึกษาก็ได้นะครับ ลองทำดูนะครับ 
1.การจัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปีพุทธศักราช 2550 ตามบทบัญญัติในมาตราใด

ก.มาตรา 80   ข.มาตรา 81   ค.มาตรา 85   ง.มาตรา 87
2.การจัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 เป็นไปตามอำนาจของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ตามบทบัญญัติในมาตราใด
ก.มาตรา 12 และ 14  ข.มาตรา 12 และ 15   ค.มาตรา 13 และ 14  ง.มาตรา 13 และ 15
3.ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง
ก.โรงเรียนต้นแบบ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ปี พ.ศ. 2551 ทุกชั้นเรียน
ข.โรงเรียนทั่วไป ปีการศึกษา 2553ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ในระดับชั้น ป.1-3 และมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4
ค.โรงเรียนทั่วไป ปีการศึกษา 2554 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ในระดับชั้น ป.1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-2 และ 4-5
ง.โรงเรียนทั่วไป ตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี
พ.ศ. 2551 ทุกโรงเรียน
4.ข้อใดคือลักษณะของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
.อิงเนื้อหา ข.อิงมาตรฐาน  ค.อิงกลุ่ม ง.อิงเกณฑ์
5.หลักการของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 มีกี่ข้อ
ก.4 ข้อ ข.5 ข้อ  ค.6 ข้อ ง.7 ข้อ
6.จุดหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 มีกี่ข้อ
ก.4 ข้อ  ข.5 ข้อ  ค.6 ข้อ ง.7 ข้อ
7.ข้อใดไม่ใช่หลักการของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก.เป็นหลักสูตรเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ  ข.เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน
ค.เป็นหลักสูตรที่สนองการกระจายอำนาจ  ง.เป็นหลักสูตรให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย
8.สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 มีกี่ข้อ
ก.4 ข้อ ข.5 ข้อ   ค.6 ข้อ  ง.7 ข้อ
9.ข้อใดไม่เป็นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
ก.ความสามารถในการสื่อสาร  ข.ความสามารถในการคิด  ค.ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ง.ความสามารถในการประยุกต์ใช้
10.คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 มีกี่ข้อ
ก.5 ข้อ ข.6 ข้อ ค.7 ข้อ ง.8 ข้อ
11.ข้อใดไม่ใช่คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก.มีวินัย ข.อยู่อย่างเพียงพอ  ค.มุ่งมั่นในการทำงาน ง.มีจิตสาธารณะ
12.สาระการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 มีกี่สาระ
ก. 6 กลุ่มสาระ ข.7 กลุ่มสาระ ค.8 กลุ่มสาระ ง.9 กลุ่มสาระ
13. ว 1.1 ป.1/2 จากที่กำหนด 1 หมายถึงอะไร
ก.ชั้น ป.1  ข.สาระที่ 1  ค.มาตรฐานที่ 1 ง.ข้อที่ 1
14.หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 มีทั้งหมดกี่มาตรฐาน
ก.67 มาตรฐาน ข.76 มาตรฐาน ค.56 มาตรฐาน ง.65 มาตรฐาน
15.หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 มีทั้งหมดกี่ตัวชี้วัด
ก.2,156 ตัวชี้วัด ข.2,615 ตัวชี้วัด ค.2,165 ตัวชี้วัด ง.2,516 ตัวชี้วัด
16.กลุ่มสาระการเรียนรู้ใดที่มีสาระน้อยที่สุด
ก.ภาษาต่างประเทศ ข.สุขศึกษาและพลศึกษา  ค.ภาษาไทย  ง.ศิลปะ
17.สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์มีกี่สาระและกี่มาตรฐาน
ก.5 สาระ 13 มาตรฐาน  ข.5 สาระ 14 มาตรฐาน  ค.6 สาระ 13 มาตรฐาน  ง.6 สาระ 14 มาตรฐาน
18.สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมีกี่สาระ
ก.3 สาระ ข.4 สาระ ค.5 สาระ ง.6 สาระ
19.ข้อใดคือกิจกรรมนักเรียน
ก.กิจกรรมลูกเสือ ข.กิจกรรมแนะแนว ค.กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์  ง.ถูกทุกข้อ
20.ระดับการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 มีกี่ระดับ
ก.2 ระดับ ข.3 ระดับ  ค.4 ระดับ ง.5 ระดับ
21.การศึกษาที่เน้นทักษะพื้นฐานการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ การติดต่อสื่อสาร หมายถึงการศึกษาระดับใด
ก.ระดับประถมศึกษา ข.ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ค.ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ง.ระดับอาชีวศึกษา
22.การศึกษาที่มุ่งสำรวจความถนัด ความสนใจของผู้เรียน ส่งเสริมการพัฒนาบุคลิกภาพส่วนตน เป็นการศึกษาในระดับใด
ก.ระดับประถมศึกษา ข.ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ค.ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ง.ระดับอาชีวศึกษา
23.ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก.ระดับประถมศึกษาให้จัดเวลาเรียนเป็นรายปีโดยมีเวลาเรียนวันละ 5 ชั่วโมง
ข.ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้จัดเวลาเรียนเป็นรายภาค มีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าวันละ 6 ชั่วโมง
ค.ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้จัดเวลาเรียนเป็นรายภาคมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าวันละ6 ชั่วโมง
ง.ในระดับชั้นมัธยมศึกษาให้คิดน้ำหนักของรายวิชาที่เรียนเป็นหน่วยกิต ใช้เกณฑ์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน มีค่าน้ำหนักวิชาเท่าากับ 1 หน่วยกิต
24.ข้อใดคือโครงสร้างเวลาเรียนของระดับประถมศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก. 1,000 ชั่วโมง/ปี ข.ไม่เกิน1,000 ชั่วโมง/ปี ค.ไม่เกิน 1,200 ชั่วโมง/ปี  ง.รวม 3 ปี ไม่น้อยกว่า 3,600 ชั่วโมง
25.ข้อใดคือโครงสร้างเวลาเรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้นตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก. ไม่เกิน1,000 ชั่วโมง/ปี ข.ไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมง/ปี ค.ไม่เกิน 1,200 ชั่วโมง/ปี
ง.รวม 3 ปี ไม่น้อยกว่า 3,600 ชั่วโมง
26.ข้อใดคือโครงสร้างเวลาเรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก. ไม่เกิน1,000 ชั่วโมง/ปี ข.ไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมง/ปี ค.ไม่เกิน 1,200 ชั่วโมง/ปี
ง.รวม 3 ปี ไม่น้อยกว่า 3,600 ชั่วโมง
27.ข้อใดคือโครงสร้างเวลาเรียนกิจกรรมผู้เรียนในระดับประถมศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก.ปีละ 120 ชั่วโมง ข.ไม่น้อยกว่า 120 ชั่วโมง/ปี  ค.80 ชั่วโมง/ปี  ง.ไม่น้อยกว่า 80 ชั่วโมง/ปี
28.ข้อใดคือโครงสร้างเวลาเรียนกิจกรรมผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก.ปีละ 120 ชั่วโมง  ข.ไม่น้อยกว่า 120 ชั่วโมง/ปี  ค.80 ชั่วโมง/ปี  ง.ไม่น้อยกว่า 80 ชั่วโมง/ปี
29.ข้อใดคือโครงสร้างเวลาเรียนวิชาเพิ่มเติมของระดับประถมศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก.80 ชั่วโมง/ปี ข.ปีละไม่เกิน 80 ชั่วโมง  ค.ปีละไม่เกิน 240 ชั่วโมง  ง.ไม่น้อยกว่า 1,680 ชั่วโมง
30.ข้อใดคือโครงสร้างเวลาเรียนวิชาเพิ่มเติมของระดับมัธยมศึกษาตอนต้นตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก.80 ชั่วโมง/ปี  ข.ปีละไม่เกิน 80 ชั่วโมง  ค.ปีละไม่เกิน 240 ชั่วโมง ง.ไม่น้อยกว่า 1,680 ชั่วโมง
31.ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ก.กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ในระดับประถมศึกษามีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าปีละ 60 ชั่วโมง
ข.กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ในระดับประถมศึกษา มีเวลาเรียนรวม 6 ปี จำนวน
60 ชั่วโมง   ค.กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีเวลาเรียนรวม 3 ปี จำนวน 45 ชั่วโมง  ง.กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีเวลาเรียนรวม 3 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง
32.การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551มีกี่ระดับ
ก.2 ระดับ ข.3 ระดับ  ค.4 ระดับ ง.5 ระดับ
33.ข้อใดคือการวัดประเมินผลในระดับเขตพื้นที่การศึกษา
ก.O-Net ข.LAS ค.NT ง.Admidsion
34.ข้อใดคือระเบียนแสดงผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ก.ป.พ.1-ป ข.ป.พ.1-บ  ค.ป.พ.1-พ ง.ป.พ.1-ปลาย
35.ข้อใดคือระเบียนแสดผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ก.ป.พ.1-ป ข.ป.พ.1-บ  ค.ป.พ.1-พ ง.ป.พ.1-ปลาย
36.ข้อใดคือระเบียนแสดผลการเรียนในระดับประถมศึกษา
ก.ป.พ.1-ป ข.ป.พ.1-ประถม  ค.ป.พ.1-พ ง.ป.พ.1-ปลาย
37.ข้อใดคือเอกสารแสดงวุฒิการศึกษาเพื่อรับรองศักดิ์และสิทธิ์ของ ผู้จบการศึกษาภาคบังคับและผู้จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ก.ป.พ. ข.ป.พ.2  ค. ป.พ. 3 ง.ป.พ.5
38.ข้อใดคือเอกสารหลักฐานการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
ก.ป.พ.1 ข.ป.พ.2  ค. ป.พ. 3 ง.ถูกทุกข้อ
39.ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์การจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก.เรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติมไม่เกิน 81 หน่วยกิต
ข.ได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิตโดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 63 หน่วยกิตและรายวิชาเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 14 หน่วยกิต
ค.ได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิตโดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 39 หน่วยกิตและรายวิชาเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 38 หน่วยกิต
ง.ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
40.ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์การจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551
ก.เรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติมไม่เกิน 81 หน่วยกิต
ข.ได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิตโดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 63 หน่วยกิตและรายวิชาเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 14 หน่วยกิต
ค.ได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิตโดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 39 หน่วยกิตและรายวิชาเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 38 หน่วยกิต
ง.ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด

สำหรับวันนี้ไม่มีเฉลยให้นะครับ ลองทำดู หรือโหลดไว้อ่านดูนะครับ  หากใครทำได้ถึง 80 เปอร์เซนต์ ผมคิดว่าท่านมีความรู้เรื่องหลักสูตร 2551 พอสมควรครับ  พบกันใหม่นะครับ